ความเห็นหลังการนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้น โครงการวิจัย “คนกับภัยพิบัติ: กรณีศึกษาชาวจังหวัดปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พ.ศ. 2554”



ยุกติ มุกดาวิจิตร

เขียนขึ้นจากร่างข้อสรุปที่นำเสนอในงานสัมมนาเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้น โครงการ “คนกับภัยพิบัติ: กรณีศึกษาชาวจังหวัดปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พ.ศ. 2554”


ขอชื่นชมเรื่องการเตรียมตัว การนำเสนอ การพูด ของนักศึกษา ที่สามารถเสนอข้อมูล ประเด็นวิจัย ข้อคิดเห็น และความรู้สึกได้อย่างเป็นระบบ น่าติดตาม และชวนให้อยากอ่านรายงานขั้นสุดท้าย การนำเสนอของแต่ละกลุ่มให้รายละเอียดของภาพอันสลับซับซ้อนและมีพลวัตของชุมชนต่างๆ ในทุ่งคลองหลวง รังสิต จังหวัดปทุมธานีได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวมาอย่างดี และแน่นอนว่า ต้องชื่นชมอาจารย์ทุกท่าน ที่สามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้นักศึกษาได้เป็นอย่างดี

หลังจากฟังการรายงานของนักศึกษาแล้ว นอกเหนือจากประเด็นต่างๆ ที่ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในคำกล่าวแนะนำโครงการแล้ว ขอเพิ่มเติมจากที่ได้สรุปไปแล้ว 6 ประการด้วยกัน

ประการแรก การตั้งคำถามกับมายาคติ

ในภาพรวม เห็นได้ชัดว่าว่างานทั้งหมดไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่และปรับตัวต่อกับมหาอุทกภัยในปี พ.ศ.2554 แต่ผลงานของนักศึกษาแต่ละกลุ่มยังตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อมายาคติที่สังคมไทยมีต่อภาพตัวแทนต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นมายาคติต่อสังคมไทยว่าเป็นสังคมเกษตร งานทุกชิ้น โดยเฉพาะข้อสรุปเชิงภูมิวัฒนธรรม เห็นได้ชัดว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปนานแล้ว และแม้แต่ภาพของสังคมเกษตรเอง นักศึกษากลุ่มหนึ่งสรุปได้อย่างแหลมคมว่า สังคมเกษตรก็มีพลวัตมาตลอดนับตั้งแต่พื้นที่ทุ่งคลองหลวงถูกบุกเบิกเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ด้วยการขุดคลองเปรมประชากร สร้างทางรถไฟ และการขุดคลองรังสิต นอกจากนั้น ภาพเหมารวมของชุมชนแบบกลมกลืน กลมเกลียว ก็ไม่สามารถใช้เป็นแนวทางในการศึกษาชุมชนในประเทศไทยได้อีกต่อไป เพราะสังคมไทยหลากหลายและซับซ้อน แม้ในพื้นที่เล็กๆ ก็มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันของรายละเอียดยิบย่อยในชีวิตทางสังคมที่แตกต่างกัน ยิ่งกว่านั้น นักศึกษาหลายกลุ่มยังตั้งข้อสงสัยต่อภาพเหมารวมต่อคนบางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่ศึกษาผู้สูงอายุกับมหาอุทกภัยครั้งนี้ แทนที่จะให้ภาพเหมารวมว่าผู้สูงอายุดื้อ ไม่ยอมย้ายหนีภัยน้ำท่วม ทำให้พวกเขากลายเป็นคนไร้เหตุผล แต่นักศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุมีความผูกพันกับข้าวของ ชุมชน และสัตว์เลี้ยง ชวนให้ต้องทบทวนการตัดสินอย่างเหมารวมของสังคมทั่วไปต่อผู้สูงอายุ

จึงนับเป็นคุณูปการสำคัญของงานวิจัยชุดนี้ ที่ไม่เพียงพรรณนาภาพความเป็นไปของชีวิตผู้คน แต่ยังนำเอาภาพเหล่านั้นมาวิพากษ์มายาคติที่คนทั่วไปมีต่อสังคมไทยได้อย่างแหลมคม ที่น่าคิดต่อไปคือ แล้วนักศึกษาจะสามารถนำวิธีการตั้งข้อสงสัยต่อมายาคติดังกล่าว ไปทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่ตนเองคุ้นเคยในชีวิตปกติประจำวันของตนเองได้หรือไม่ และจะสามารถมองทะลุมายาคติที่เคยมีต่อตนเอง มายาคติอื่นๆ ที่ตนมีต่อคนอื่น ในทำนองเดียวกับที่พวกเขามีต่อสังคมผู้รับน้ำได้หรือไม่

ประการที่สอง มิติทางประวัติศาสตร์

งานวิจัยแต่ละชิ้นให้ภาพพลวัตของสังคมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมากต่อการทำความเข้าใจสังคมไทยปัจจุบัน นับเป็นการท้าทายภาพสังคมเกษตรแบบหยุดนิ่ง ภาพความเปลี่ยนแปลงของทุ่งคลองหลวงในร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ด้วยการบุกเบิกที่ดิน แหล่งน้ำ การบุกรุกป่าที่ราบภาคกลางที่เคยอุดมไปด้วยโขลงช้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงกายภาพของระบบนิเวศและการเคลื่อนไหวอพยพของกลุ่มคน ความเปลี่ยนแปลงในด้านการผลิต และการใช้ชีวิต ถูกฉายชัดในงานชิ้นต่างๆ ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ เมื่อพิจารณาภาพความเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆ ภาพสังคมที่ไม่หยุดนิ่งแสดงออกชัดในการที่สังคมและผู้คนต้องปรับตัวอย่างกระทันหันต่อภัยพิบัติที่คาดไม่ถึง แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของสังคมไทย ที่แม้ในระยะเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่เดือน ผู้คนก็สามารถปรับตัวกับภาวะอุทกภัยได้ด้วยกลไกทางสังคมแบบต่างๆ

ในแง่ของการศึกษาทางประวัติศาสตร์ นี่ชี้ว่าเราอาจจะไม่จำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ยาวนานเพืื่อที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือความยืดหยุ่นของโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรม แต่เพียงเน้นศึกษาแค่ในระยะเวลาอันสั้นก็จะเห็นได้เช่นกัน นอกจากนั้น นี่ชี้ให้เห็นว่า ภาวะภัยพิบัติได้สั่นคลอนโครงสร้างของความสัมพันธ์ จนกระทั่งสังคมที่ปรับตัวกับภัยพิบัติจะต้องเลือกหยิบเอาความสัมพันธ์ดั้งเดิม หรือสร้างสรรค์ความสัมพันธ์อย่างใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อต่อกรกับภัยพิบัติ

กล่าวได้ว่า นอกจากภาพพลวัตของสังคมไทยแล้ว งานวิจัยชุดนี้มีข้อเสนอทางวิธีวิทยาว่า การศึกษาประวัติศาสตร์สังคมในภาวะภัยพิบัติน่าจะเป็นวิธีวิทยาที่จะช่วยให้เราเข้าใจอีกด้านหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และอาจจะทำให้เราเข้าใจสังคมแตกต่างไปจากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภาวะปกติ

ประการที่สาม ความหลากหลายของความสัมพันธ์ในชุมชน

งานวิจัยชุดนี้ให้ภาพความสัมพันธ์ทางสังคมที่หลากหลาย ในพื้นที่สองอำเภอของจังหวัดปทุมธานี คืออำเภอสามโคก (ชุมชนเกษตรกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา) และอำเภอคลองหลวง (ชุมชนอุตสาหกรรมริมถนนพหลโยธิน) นักศึกษาร่วม 50 กลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน ได้ให้ภาพตัดกันของเมืองกับชนบท สังคมเกษตรกรรมกับสังคมอุตสาหกรรม การเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติ หมู่บ้านจัดสรรและหอพักคนงานกับหมู่บ้านเกษตรกรรม ผู้คนเหล่านี้ตัดขาดจากกันบ้าง ติดต่อเกี่ยวข้องกันบ้าง ในพื้นที่เดียวกัน นักศึกษาสามารถค้นหาความสัมพันธ์ทางสังคม ออกมาจากชีวิตประจำวัน คำบอกเล่า ชีวิตของวัตถุรอบกาย วิธีการปรับตัวกับภาวะอุทกภัย ได้อย่างน่าทึ่ง

ความสัมพันธ์ทางสังคมที่นักศึกษาหลายกลุ่มนำเสนอได้แก่ ความสัมพันธ์เครือญาติ ไม่ว่าจะสัมพันธ์กัน “ทางสายเลือด” หรือสัมพันธ์กันผ่านการแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเกษตรกรรมหรือสังคมอุตสาหกรรม เครือญาติเป็นกลไกทางสังคมที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในภาวะภัยพิบัติ เครือญาติเป็นกลไกทางสังคมแรกๆ ที่ผู้คนนึกถึงเพื่อที่จะพึ่งพิง ไปจนกระทั่งอาจเป็นกลไกเหนี่ยวรั้งการเคลื่อนย้ายที่พักอาศัย

ในภาวะวิกฤติ งานบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าบทบาททางเพศ บทบาทของผู้เลี้ยงครัวเรือนกับผู้รอรับการเลี้ยงดู ปรับเปลี่ยนไป นอกจากนั้นยังเห็นการต่อรองในครอบครัว การนำเอาเครือญาตที่เกี่ยวพันกับการเมืองท้องถิ่น มาเอื้อประโยชน์กับคนในครอบครัว กระทั่งการสื่อสารในชุมชน การสื่อสารตัวต่อตัวผ่านเครือข่ายเครือญาติ เข้ามาแทนที่การสื่อสารทางเสียงตามสาย เพราะไฟฟ้าถูกตัด เป็นต้น จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ความสัมพันธ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แรกเริ่มประการหนึ่งของมนุษย์ ยังคงเป็นกลไกสำคัญ เมื่อสังคมเผชิญภัยพิบัติ ก็จะหันมาพึ่งพิงกลไกนี้

นอกจากเครือญาติ นักศึกษายังพบความสัมพันธ์แบบต่างๆ อีกมากมาย ที่น่าสนใจได้แก่ ความสัมพันธ์ต่างๆ ของชีวิตในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หลักของการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ความสัมพันธ์ในโรงงาน หลายกลุ่มศึกษา “สาวโรงงาน” ความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นเจ้าของกิจการหรือนายทุนกับผู้เช่าและผู้รับจ้าง ผ่านความเชื่อเรื่องผีเจ้าที่ ทำให้เจ้าของกิจการกลายมาเป็นเจ้าที่ของนิคมนวนคร ความเชื่อเรื่องความเป็นบ้าน ที่มีบทบาทถึงขนาดที่ทำให้ความสัมพันธ์แบบอุตสาหกรรมยังถูกเข้าใจผ่านความเป็นบ้าน เช่นที่คนงานบอกว่า “โรงงานเท่ากับบ้าน” หรือคนดูแลหอพักคนงานบอกว่า “หอพักเป็นบ้าน” ตลอดจนความเหลื่อมล้ำและการเอารัดเอาเปรียบ ผ่านระบบการจ้างงานแบบ “รับจ้างต่อ” (subcontract) และนายหน้าหางาน

ทั้งหมดนี้ช่วยให้ได้เห็นถึงการซ้อนทับกันของความสัมพันธ์ทางสังคมหลายๆ ระบบ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบประเพณี ความสัมพันธ์แบบสมัยใหม่ และความสัมพันธ์ที่คาบเกี่ยว ซ้อนทับกันของทั้งสองยุค ความสัมพันธ์แต่ละระบบถูกนำมาใช้ หรืออาจจะถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้คนปรับตัวให้เข้ากับภัยพิบัติ กรณีนี้คืออุทกภัย นี่ชี้ให้เห็นชัดว่า สังคมต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เปลี่ยนไปเสมอๆ สังคมจึงไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะอย่างย่ิง สังคมที่เผชิญกับภัยพิบัติอย่างสม่ำเสมออย่างสังคมในทุ่งคลองหลวง

ประการที่สี่ ความเป็นมนุษย์

ผลงานวิจัยแต่ละชิ้นได้ให้ภาพรายละเอียดชีวิตผู้คน ที่ลึกซึ้งลงไปกว่าเพียงระดับโครงสร้างของความสัมพันธ์ แต่ยังให้ภาพความเข้าใจต่อความรู้สึก ความเข้าใจสถานการณ์อุทกภัยและการปรับตัว จากมุมมองของผู้คนที่ประสบภัยพิบัติเอง เรื่องราวของคนสูงอายุ เรื่องข้าวของ เรื่องวัสดุอุปกรณ์และปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ชีวิตปัจเจกบางคน ปัญหาเรื่องเรือนร่างกับการปรับตัวกับสภาพแวดล้อม เหล่านี้บอกเล่ารายละเอียดของชีวิตให้ผู้ฟังการนำเสนอเข้าใจชีวิตผู้คนได้ดี ราวกับได้เที่ยวท่องเดินสำรวจไปพร้อมๆ กันกับนักศึกษา

การที่นักศึกษามองเห็นมิติที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้มีความสำคัญมาก เพราะสามารถแสดงให้เห็นความเฉพาะเจาะจงของผู้คน ที่จะต้องต่อรอง ปรับปรน กับโครงสร้าง เงื่อนไขของธรรมชาติ ตัวอย่างที่ชี้ชัดถึงแง่มุมอันละเอียดอ่อนและมุมมองของผู้คน ได้แก่ กลุ่มที่ศึกษาการให้ความสำคัญกับข้าวของ ผู้คนให้ค่าของแตกต่างกันไป ตามแต่ความสัมพันธ์ทางสังคมและความทรงจำ ที่เกี่ยวพันอยู่กับของ เราไม่อาจตัดสินคนว่าไร้สาระ ไม่มีเหตุผล ได้ง่ายๆ โดยเพียงแค่ดูจากข้าวของที่เขาเลือกเก็บรักษาหรือไม่เลือกเก็บรักษาให้พ้นจากอุทกภัย ขณะที่ของมีค่าสำหรับบางคนคือเครื่องมือประกอบอาชีพ ของมีค่าสำหรับบางคนคือเครื่องระลึกความทรงจำ หรือเครื่องแสดงฐานะทางสังคม

ที่น่าสนใจอีกกรณีคือ ความต่างระหว่างมุมมองของเด็กกับมุมมองของผู้สูงอายุ นักศึกษาพบว่า เด็กที่ประสบภัยไม่ได้กังวลกับอุทกภัยมากเท่ากับกังวลกับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของคนในครอบครัว แตกต่างจากผู้อาวุโส ซึ่งผูกติดตนเองกับสิ่งของ สัตว์ และผู้คนมากกว่าเด็กเล็กๆ ความเป็นปัจเจกของเพื่อนมนุษย์ที่นักศึกษาได้พบเจอ จึงไม่เพียงสะท้อนความแตกต่างของบุคคล แต่ยังสะท้อนมุมมองต่อความสัมพันธ์ที่หลากหลายของคนต่างๆ ในโลกช่วงอุทกภัย

อย่างไรก็ดี ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ การได้เห็นรายละเอียดของชีวิตผู้คนในระดับปัจเจก ช่วยพัฒนาความรู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการรับฟังคนอื่น รับฟังความแตกต่าง และยอมรับความหลากหลาย

ประการที่ห้า วิธีวิทยาศึกษาชุมชนไทย

แน่นอนว่าวิธีการศึกษาที่สำคัญที่นักศึกษาใช้ ได้แก่วิธีการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ แต่เป็นการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมที่แตกต่างจากการศึกษาสังคมในภาวะปกติ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในคำกล่าวแนะนำโครงการ แต่นอกเหนือจากนั้น ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ควรกล่าวในที่นี้

    (1) วิธีการทางภูมิศาสตร์ ได้แก่การใช้ภาพถ่ายทางอากาศ การแยกแยะระบบนิเวศ การศึกษาที่ว่าง (space) หากแต่การนำวิธีการทางภูมิศาสตร์มาศึกษาชุมชนในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นภูมิศาสตร์มนุษย์ (human geography) ไม่ใช่ภูมิศาสตร์กายภาพแบบที่เรามักเข้าใจกัน งานวิจัยชุดนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความขัดแย้งกันระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ที่สำคัญคือ ไม่ใช่ว่าคนเท่านั้นที่กำหนดคุกคามระบบนิเวศ คนก็ถูกระบบนิเวศกำหนด คุกคามด้วยเช่นกัน
    (2) งานวิจัยชุดนี้ได้นำเสนอองค์ประกอบใหม่ๆ ของการศึกษาชุมชน จากที่เดิมมักพุ่งความสนใจไปที่สถาบันวัด บ้าน โรงเรียน ครัวเรือน งานของนักศึกษาหลายกลุ่มได้นำเสนอสถาบันทางสังคมอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อชุมชนในสังคมไทยปัจจุบัน ได้แก่ องค์กรและนักพัฒนาชุมชน องค์กรการปกครองท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. นักการเมืองท้องถิ่น ร้านขายของชำ สถานีอนามัย หอพัก ตลอดจนปัจเจกบุคคลที่กล่าวได้ว่ามักเป็น “คนนอกสายตานักมานุษยวิทยา” เช่น เด็ก คนพิการ คนแก่ คนบ้า คนไร้บ้าน และสถาบันการเงินที่สำคัญได้แก่ โรงรับจำนำ ภาพสังคมไทยจึงมีความสลับซับซ้อน ไม่สามารถแยกเป็นรูปแบบสังคมที่ตายตัวได้อีกต่อไป
    (3) การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์จากการสังเกตและการสัมภาษณ์อย่างเข้มข้น แต่ยังเป็นการศึกษาที่มีมิติของความรู้สึกและความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ แม้ว่าในทางสังคมศาสตร์ที่จำเป็นต้องเป็นวิทยาศาสตร์ ความรู้สึกเป็นสิ่งที่จะต้องจำกัดไว้หรือหากเป็นไปได้ก็จะต้องกำจัดไป แต่ในแนวทางของวิธีการวิจัยรุ่นหลังๆ การศึกษาอย่างมีความรู้สึกได้รับความสนใจ เนื่องจากนอกจากความรู้สึกจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าใจความแตกต่างของมนุษย์แล้ว ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ล้วนมีร่วมกัน การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น นับเป็นก้าวสำคัญของการเข้าใจหลักการ เหตุผล ความจำเป็นของผู้อื่น ซึ่งมักถูกกลบลบไปด้วยการตัดสินของ “พวกเรา” ว่า “พวกเขา” ไร้สาระ ไม่มีเหตุผล
    (4) วิธีการใหม่ๆ ประการหนึ่งที่โครงการวิจัยนี้นำเสนอในการศึกษาทางมานุษยวิทยาในสังคมไทย ได้แก่ การศึกษาผู้คนจากสิ่งของ การเข้าใจชีวิต ความทรงจำ ความรู้สึกของผู้คน ผ่านสิ่งของ ซึ่งก็มีชีิวิตของตนเองเช่นกัน เรื่องราวการเลือกย้ายเตียง ขนย้ายรถไถ ถุงปุ๋ย การค้นพบภาพที่คนรักวาดให้ และเรื่องราวชีวิตของตัวสิ่งของเอง ที่หลังจากอุทกภัยแล้วกลายจากสินด้า เป็นขยะ แล้วถูกแยกร่างเป็นสินค้า ทำให้เรื่องราวชีวิตของผู้คนจับต้องได้ ผู้คนมักเล่าเรื่องราวจากสิ่งของที่พวกเขาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของในชีวิตประจำวัน และยิ่งอุทกภัยส่งผลกับข้าวของเป็นอันดับแรก การอธิบายความสัมพันธ์และการปรับตัวของผู้คนต่ออุทกภัยจึงทำได้อย่างดีผ่านชีวิตและความหมายของข้าวของ นี่นับเป็นข้อเสนอที่ท้าทายความเข้าใจ “วัตถุนิยม” อันผิวเผินของนักวิพากษ์สังคมแบบไทยๆ จำนวนมาก เพราะวัตถุมิได้แยกขาดจากมนุษย์ การครอบครองหรือกระทั่งยึดติดกับวัตถุไม่ได้หมายความว่ามนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ แต่การศึกษาที่พรากมนุษย์ออกจากวัตถุต่างหาก ที่อาจทำให้ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในมิติที่มนุษย์ทั่วไปเขาอยู่กับวัตถุกัน
    (5) อันที่จริง นักศึกษาได้สะท้อนถึงปัญหา อุปสรรคบางประการจากการทำวิจัยครั้งนี้ออกมาบ้างในการนำเสนอ เพียงแต่ว่า ประเด็นนี้ยังไม่ได้ถูกนำเสนออย่างชัดเจนนัก เมื่อเทียบกับการนำเสนอข้อค้นพบต่างๆ ดังนั้นหากเป็นไปได้ นักศึกษาน่าจะได้รวบรวมบทสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของตนเองในระหว่างการทำวิจัย ซึ่งนับได้ว่าเป็นวิธีการทบทวนตนเองของนักมานุษยวิทยา เพื่อที่จะให้นักวิจัยในพื้นที่ภัยพิบัติได้รับรู้ว่า การวิจัยในพื้นที่ลักษณะนี้มีอุปสรรค ข้อจำกัด หรือข้อได้เปรียบเฉพาะของตัวเองอย่างไร

ประการที่หก ข้อเสนอเชิงนโยบาย

น่าสังเกตว่า งานของนักศึกษาแทบทุกชิ้นมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย บางชิ้นเสนอแนวทางการให้ความช่วยเหลือ ว่าควรหรือไม่ควรจะเข้าไปตามช่องทางใด บางชิ้นเสนอว่าชุมชนลักษณะใดปรับตัวกับอุทกภัยได้ดี ชุมชนลักษณะใดต้องการความช่วยเหลือมากกว่าเนื่องจากปรับตัวได้ไม่ดี งานบางชิ้นเสนอว่า แนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยของรัฐอาจจะกำลังสร้างความเหลื่อมล้ำและตัดขาดความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น การสร้างกำแพงกั้นน้ำ จะปิดกั้นการเดินทางสัญจร ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างขนานใหญ่ หรือแม้แต่ข้อเสนอของงานบางชิ้นที่ว่า วิธีการช่วยเหลือคนควรเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของผู้คนก่อน เช่น กลุ่มผู้สูงวัยอาจจะไม่ได้ต้องการให้ช่วยพวกเขาย้ายออกจากชุมชน แต่ต้องการให้ช่วยเขาปรับตัวอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมากกว่า เป็นต้น

เหล่านี้ชี้ว่า งานวิจัยภัยพิบัติชวนให้ผู้วิจัยเป็นผู้วิจัยที่ไม่เพียงวิจัยเพื่อสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม แต่ยังมีส่วนร่วมรับรู้และรู้สึกกับทุกข์ยาก ความแตกต่างเหลื่อมล้ำ ตลอดจนบางกรณีชี้ให้เห็นถึงห่วงใยต่อความไม่เป็นธรรมทางสังคม การวิจัยที่นักศึกษาได้เห็นปัญหาสังคม เห็นปัญหาชีวิตอย่างตรงไปตรงมา น่าจะดึงเอาความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนของนักศึกษาออกมาได้อย่างดี ยิ่งกว่านั้น ก็อดหวังไม่ได้ว่า ให้นักศึกษาจะนำเอาความห่วงใยเพื่อนมนุษย์ที่ได้เรียนรู้จากการศึกษาครั้งนี้ ไปใช้ทำความเข้าใจมนุษย์ในสังคมที่กว้างขึ้นในอนาคต

ท้ายที่สุด เห็นได้ชัดเจนว่าการศึกษาภาคสนามในพื้นที่วิจัยที่ท้าทาย ได้ดึงศักยภาพของนักศึกษาออกมาได้เป็นอย่างดี และบางที การนำเสนอผลงานต่อสาธารณชน ในสถานที่อันทรงเกียรติอย่างศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ก็ผลักดันให้นักศึกษาต้องเตรียมตัวนำเสนอได้อย่างเป็นระบบ จนทำให้สามารถกล่าวได้ว่า การศึกษาระดับปริญญาตรีไม่ได้คับแคบอยู่แต่เฉพาะในห้องเรียน และที่กว้างไปกว่านั้นคือ การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยอาจจะยังคงเป็นความหวังต่อการเพ่ิมพูนความรู้เกี่ยวกับสังคมไทย ตลอดจนให้ความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษยชาติมากขึ้นได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักศึกษาและสถาบันการศึกษาจะช่วยกันสร้างคุณูปการของการศึกษาระดับอุดมศึกษาในลักษณะนี้ไว้ได้สืบไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักศึกษาจะนำเอาความรู้ ความเข้าใจ ความคิดวิพากษ์ และความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ ที่ได้จากการทำวิจัยในครั้งนี้ ไปพัฒนาต่อ ให้สามารถใช้ประโยชน์กับการศึกษาและการดำเนินชีวิตต่อไปได้