คำกล่าวแนะนำโครงการ “คนกับภัยพิบัติ: กรณีศึกษาชาวจังหวัดปทุมธานีที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พ.ศ. 2554”



ยุกติ มุกดาวิจิตร

อ่าน ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) วันที่ 22 มิถุนายน 2555

น่ายินดีที่ศูนย์มานุษยวิทยาฯ เห็นความสำคัญของการทำวิจัยที่แปลกประหลาดครั้งนี้ ที่กล่าวอย่างนี้เนื่องจากงานวิจัยชุดนี้เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ไม่ปกตินักและมีความเสี่ยงหลายๆประการด้วยกัน นี่เป็นงานวิจัยที่นับได้ว่าเป็นการทดลองทางวิชาการอย่างน้อยในสี่ประการด้วยกันคือ ด้านประเด็นวิจัย ด้านวิธีวิจัย ด้านการบริหารจัดการงานวิจัย และด้านความสัมพันธ์ระหว่างการวิจัยกับชุมชน

ประการแรก ในด้านประเด็นวิจัย งานวิจัยชุดนี้นำเอาความรู้ทางสังคมศาสตร์ซึ่งให้ความสำคัญกับมิติต่างๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มาทำความเข้าใจการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติ

แทนที่จะถามแบบที่สังคมไทยช่วงนั้นสงสัยกันว่า ทำไมน้ำจึงท่วม เป็นฝีมือคนหรือธรรมชาติกันแน่ การบริหารการผันน้ำหรือการบริหารภาวะภัยพิบัติกันแน่ที่เป็นปัญหา

แต่โครงการวิจัยนี้ตั้งคำถามที่ต่างออกไปว่า ก็ในเมื่อน้ำมันท่วมไปแล้ว แล้วผู้คนเขาจัดการกันอย่างไร ในอดีตพวกเขาเคยจัดการกันอย่างไร ทำไมคนบางกลุ่มจึงต้องถูกบังคับให้รับน้ำ การเมืองของการถูกทำให้ท่วมเป็นอย่างไร ผู้คนที่ต้องรับน้ำจะต่อรองกับการบริหารน้ำในอนาคตอย่างไร แล้วในพื้นที่อุตสาหกรรมที่คนจำนวนมากอาศัยและพึ่งพิงอยู่ล่ะ พวกเขาเผชิญกับภัยพิบัติอย่างไร ตลอดจนตั้งคำถามในเชิงปรากฏการณ์วิทยา ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งของในช่วงระหว่างและหลังภัยพิบัติ

โครงการวิจัยนี้จึงช่วยให้เราเข้าใจมิติที่หลากหลายของมนุษย์กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางวัฒนธรรมของสังคมน้ำ มิติทางนิเวศวิทยาการเมือง มิติทางนิเวศวิทยาเศรษฐกิจ และมิติของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติจึงถูกมองผ่านความสัมพันธ์ของผู้คน และผู้คนกับสิ่งของ

ประการที่สอง ด้านวิธีวิจัย หากงานวิจัยนี้มองความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ก็อาจจะไม่หนีจากแนวทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรมที่ทำกันมามากแล้ว แต่งานวิจัยนี้ศึกษาคนกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ เป็นมหาอุทกภัย ซึ่งเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถตระเตรียมตั้งตัวได้ เมื่อเทียบกับการวิจัยภาวะปกติสุขทั่วไปของสังคมและระบบนิเวศการศึกษาภาวะวิกฤตที่ไม่ได้เป็นวัฏจักรที่แน่นอน เป็นการวิจัยที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เช่นว่า ผู้วิจัยไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างไรขึ้นที่ไหนเมื่อไหร่ มีผลกระทบมากน้อยขนาดไหน การวิจัยลักษณะนี้จึงไม่สามารถกะเกณฑ์ตั้งสมมุติฐาน สำรวจเบื้องต้น วางแผนการวิจัยได้ล่วงหน้า แต่จะต้องทำทันทีเมื่อเห็นว่ามีประเด็น

ในขณะเดียวกัน การวิจัยสังคมในภาวะภัยพิบัติก็มิใช่ว่าจะทำได้ด้วยวิธีการแบบ การสังเกตอย่างมีส่วนร่วมในประสบการณ์พร้อมๆ กันกับผู้คนที่นักวิจัยศึกษา เพราะนักวิจัยที่ไหนจะกล้าเสี่ยงไปอยู่ในภัยพิบัติ ใครจะอยากให้ข้อมูลอะไรในระหว่างที่ต้องการความช่วยเหลือ กำลังหนีภัย หรือกำลังเจ็บปวดกับความสูญเสียเฉพาะหน้า และเมื่อมาทำวิจัยหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็ยิ่งมีความยุ่งยากหนักเข้าไปอีก เนื่องจากผู้ประสบภัยย่อมกำลังฟื้นฟู เยียวยาให้ตนพ้นจากภัยพิบัติ จะต้องกอบกู้รายได้ที่สูญหายไปในระยะประสบภัย ไม่มีรายได้ จึงยิ่งไม่มีเวลา ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะกลายเป็นผู้ให้ข้อมูล การวิจัยจึงต้องประสบกับความยากลำบาก ต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะหลังภัยพิบัติ อาจต้องเจอกับภาวะจิตใจที่อ่อนไหวของผู้คน หรือหลายคนอยากลืม อยากทิ้งให้การประสบภัยพิบัติกลายเป็นอดีตไปอย่างรวดเร็ว การวิจัยสังคมหลังภัยพิบัติในแง่หนึ่งจึงเป็นการไปฟื้นฝอยหาความชอบช้ำในจิตใจของผู้ประสบภัย

การศึกษาสังคมที่ประสบภัยพิบัติจึงแทบไม่ต่างจากการศึกษาสังคมในภาวะสงคราม ภาวะวิกฤติรุนแรงทางการเมืองทั้งความเสี่ยงอความผันผวน อารมณ์สะเทือนใจ ของผู้ประสบภัย และภาวะรุนแรงที่อันตรายถึงแก่ชีวิตนั้นเอง ที่ท้าทายการศึกษาภาคสนามแบบมีส่วนร่วมกับชีวิตผู้คน

ประการที่สาม การบริหารโครงการวิจัย คือการที่โครงการวิจัยนี้ได้ทดลองนำเอาการเรียนการสอนมาเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัย การวิจัยจึงเป็นทั้งกระบวนการเรียนรู้วิธีการวิจัย ไปพร้อมๆ กับการค้นหาความหมายทางสังคม โครงการนี้ ประกอบไปด้วย 4 โครงการย่อย หนึ่ง “คน ชุมชน สายน้ำ” นำโดยอาจารย์สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ สอง “คนรับน้ำ” นำโดย อาจารย์อนุสรณ์ อุณโณ สาม “เมือง การผลิต และชีวิตอุตสาหกรรม” นำโดยอาจารย์สายพิณ ศุพุทธมงคล สี่ ผู้คน บ้านเรือน และน้ำท่วม นำโดยอาจารย์พรรณราย โอสถาภิรัตน์ แต่ละโครงการเป็นส่วนหนึ่งของวิชาทางมานุษยวิทยา 4 วิชา แต่ละวิชาประกอบไปด้วยโครงการย่อยๆ ที่นักศึกษาคิดและดำเนินงานเอง ตามกรอบการวิจัยและการดูแลในการดำเนินการวิจัยของอาจารย์

ในแง่หนึ่ง กล่าวได้ว่างานวิจัยนี้อาจจะเต็มไปด้วยความผิดพลาด ความไม่น่าเชื่อถือ ความแหว่งวิ่น ความกำกวม ความตื้นเขิน ความสับสนขัดแย้ง ความไม่กลมกลืน ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราอาจจะได้เห็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งมากมายนักจากกรอบคิดต่างๆ เราอาจจะได้ประสบการสดใหม่ของนักวิจัยสมัครเล่นที่มาปะทะและในที่สุดต้องประสานกับอาจารย์ผู้ควบคุมวิชา

แน่นอนว่าเกณฑ์ในการเรียนรู้ประสบการณ์ของผู้คนที่ประสบภัยพิบัติของนักวิจัยหน้าใหม่เหล่านีื้ย่อมไม่น่าจะใช่การวัดความเที่ยงตรง แม่นยำ คมชัด หนักแน่น แบบที่เราจะใช้ประเมินงานวิจัยของนักวิจัยอาชีพ ที่น่าสนใจคือการลองประเมินดูว่า เมื่อพวกนักศึกษาที่ยังแทบไม่มีประสบการณ์การวิจัย ยังไม่เจนจัดในการวิเคราะห์ข้อมูล ยังแทบจะไม่รู้จักสังคมที่เขาอาศัยร่วมอยู่ จะนำเอาประสบการณ์แปลกใหม่ จากโลกใกล้ตัว ที่กลับไกลจากการรับรู้ของพวกเขา มาแปลงเป็นรายงานการวิจัยเบื้องต้นที่สด ใหม่ ทว่าแปลกปร่าอย่างไร

ประการที่สี่ ในแง่ของพื้นที่วิจัย การวิจัยนี้ถือได้ว่าเป็นการริเริ่มการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน โครงการเลือกพื้นที่ที่เรียกได้ว่าได้รับความสูญเสียอย่างรุนแรงแห่งหนึ่ง คือชุมชนในทุ่งคลองหลวง รังสิต จังหวัดปทุมธานี ทุ่งแห่งนี้มีความหลากหลายอย่างน่าทึ่งในหลายๆ ด้านด้วยกัน ด้านหนึ่ง เราจะได้เห็นภาพสังคมที่เป็นทั้งสังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรม ท้าทายการแบ่งเมืองกับชนบทอย่างตายตัว ในอีกด้านหนึ่ง เราเห็นความหลากหลายทางชาติพันธ์ุทั้งคนที่อพยพมาก่อนหน้านานแล้ว คนที่อพยพมาใหม่ในายระลอก และการเข้ามาคุกคามของประชากรชาวแต้จิ๋วจากถิ่นต่างๆของเขตเมือง ในนามของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

พื้นที่อันหลากหลายเหล่านี้ให้ประสบการณ์ที่น่างงงวยสำหรับนักศึกษายุคที่ ทุกครอบครัวใกล้ตัวเขาต่างมียวดยานส่วนตัวใช้ เช่นว่า พวกเขาแปลกใจที่ทำไมการเดินทางด้วยรถประจำทางของผู้คนเพื่อเข้าชุมชนตนเองจึงใช้เวลาเนิ่นนานนัก ต้องต่อรถหลายต่อ ต้องรอรถเนิ่นนาน ต้องค่อยๆ คืบคลานเข้าชุมชน พวกเขาอาจต้องแปลกใจกับภาพความตัดกันของพื้นที่อุตสาหกรรม/เมือง ที่แบ่งกั้นกับพื้นที่เกษตรกรรม/ชนบท ภาพความมั่งคั่งขององค์กรปกครองท้องถิ่น ที่ขัดกับผืนดินท้องนา แต่ถูกกีดกั้นจากกันเพียงด้วยถนนหรือกำแพงสูง และยังอีกหลายๆ ภาพย้อนแย้งที่ปะติดปะต่อเป็นภาพผืนเดียวกันได้ไม่สนิทนัก ทั้งหมดนี้สะท้อนความแปลกแยก แตกต่าง แต่ติดต่อ เกี่ยวเนื่องกันของสังคมไทยขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญคือ การเลือกพื้นที่นี้อาจช่วยกอบกู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมหาอุทกภัยครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากแม้ว่าพื้นที่ทุ่งคลองหลวง รังสิต จะเป็นพื้นที่ประสบภัยที่สำคัญ และทั้งยังเป็นพื้นที่ซึ่งโครงสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทำให้พวกเขาช่วยตัวเองแทบไม่ได้ ต่อรองแทบไม่ได้ หากแต่กลับเป็นพื้นที่ที่แทบจะไร้ร่องรอยของความสนใจจากสื่อมวลชนและคนกรุงเทพฯ การตั้งศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ (ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่อาจปฏิเสธคุณูปการและการเสียสละของผู้บริหารจัดการ และอาสาสมัครได้) ก็กลับมา “ขโมยซีน” กลบความสนใจที่สังคมไทย
ควรมีต่อผู้คนรอบธรรมศาสตร์ในระหว่างช่วงน้ำท่วม ยิ่งเมื่อน้ำรุกไล่เข้ามาใกล้กรุงเทพฯ มาขึ้น ทรัพยากรการสื่อสารของประเทศก็เอนเอียงไปที่การปกป้องกรุงเทพฯ ข่าวการปกป้องแนวป้องกันน้ำทะลักเข้ากรุง ข่าวการคืบคลานของน้ำ ข่าวความเสียหายทุกข์ยากของชาวกรุงเทพ กินพื้นที่อารมณ์ของชาวกรุง และยัดเยียดข่าวสารฟูมฟายเน้น “คราม่า” แบบชาวกรุง ให้กับประชาชนผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ของประเทศ

การเลือกพื้นที่ศึกษาของโครงการจึงไม่เพียงเชื่อมสถาบันการศึกษา เชื่อมโลกวิชาการ กับชุมชน แต่ยังนำเสนอให้สังคมเห็นภาพชีวิตผู้คนที่ อีกไม่นานนักก็จะถูกหลงลืม ถูกลบเลือนไปจากประวัติศาสตร์ภัยพิบัติของประเทศนี้อย่างรวดเร็ว

ท้ายสุด ในนามของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เล็งเห็นความสำคัญของการเก็บประสบการณ์ชีวิตผู้คนผู้ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ ก่อนที่ข้าวของ ร่องรอยความสูญเสีย และความทรงจำอันสะเทือนขวัญนี้จะถูกลบเลือนไป

ขอขอบคุณผู้ประสบอุทกภัย ที่ยินดีต้อนรับการคุกคามของนักวิจัยผู้ซุกซน เจี๊ยวจ๊าว และง่วงเหงาหาวนอนเวลาสัมภาษณ์ผู้คน

ขอบคุณอาจารย์ทั้งสี่ท่าน ที่เสียสละจัดการเรียนการสอนอย่างเหน็ดเหนื่อยเกินกว่าที่การเรียนการสอนปกติเรียกร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์สายพิณ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่สร้างและเข็ญโครงการนี้ ขอบคุณนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จะโดยสมัครใจเต็มร้อยหรือไม่ก็ตาม หากแต่ผมก็มั่นใจว่า พวกเขาลงแรง เอาใจใส่ ทุ่มเท และได้สร้างมิตรภาพระหว่างชุมชนทางวิชาการกับชุมชนของผู้คนรายรอบสถานศึกษาของเขา หวังว่าพวกเขาจะไม่ละทิ้งมิตรภาพระหว่างพวกเขากับผู้คนไปในทันทีเมื่อโครงการวิจัยสิ้นสุดลง

และท้ายของท้ายสุด แม้การวิจัยเก็บข้อมูลจะสิ้นสุดแล้ว แต่หลังการนำเสนอในวันนี้ นักศึกษาจะจัดนิทรรศการในงานสัมมนานานาชาติ The 3rd International Academic Consortium for Sustainable Cities (IACSC) Symposium 2012: Re-Imagining Sustainable Cities ณ ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 8 กันยายน 2555 และจะจัดนิทรรศการแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขอให้ผู้สนใจติดตามต่อไป