ภูมิทัศน์และการเมืองของการพัฒนาชนบทไทยร่วมสมัย


กำหนดการ และ บทคัดย่อ

รายงานการสัมมนา

คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ
ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) และ
กลุ่มจับตาขบวนการประชาสังคมไทย (Thai Social Movement Watch, TSMW)

จัดงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “ภูมิทัศน์และการเมืองของการพัฒนาชนบทไทยร่วมสมัย” ในวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2554 ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับพลวัตและความเปลี่ยนแปลงในชนบทและการพัฒนาและแก้ปัญหาชนบทในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มิติความเป็นการเมืองของการพัฒนาและแก้ปัญหาชนบทที่แฝงอยู่ในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และความสัมพันธ์ระหว่างความเปลี่ยนแปลงในชนบทกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

การพัฒนาชนบทไทยมักวางอยู่บนความรู้และความเข้าใจชนบทที่ต่างกันสองขั้ว ในขั้วหนึ่งชนบทไทยมีสถานะเป็นพื้นที่ของความล้าหลังด้อยพัฒนา ประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจนที่ประสบปัญหาและไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ จำเป็นที่รัฐจะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือหรือว่า “พัฒนา” ให้มีความ “ทันสมัย” หรือพ้นจากความยากจน ขณะที่อีกขั้วชนบทไทยมีสถานะเป็นชุมชนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลมาหลายชั่วอายุคน ทว่าอยู่ในสภาวะเสื่อมถอยเพราะการรุกคืบของรัฐในนามของการพัฒนารวมทั้งการก้าวเข้ามาของทุนและตลาด จำเป็นที่รัฐจะต้องลดบทบาทและเปิดโอกาสให้ชนบทได้เผชิญกับทุนและตลาดบนฐานของ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ความรู้และความเข้าใจชนบทไทยขั้วแรกแพร่หลายในแวดวงที่เรียกว่า “การพัฒนากระแสหลัก” ซึ่งมีหน่วยงานรัฐเป็นกลไกขับเคลื่อน ขณะที่ความรู้และความเข้าใจขั้วหลังแพร่หลายในแวดวงที่เรียกว่า “การพัฒนาทางเลือก” ซึ่งมีองค์กรนอกภาครัฐเป็นกำลังสำคัญ

อย่างไรก็ดี ภูมิทัศน์การพัฒนาชนบทไทยข้างต้นได้เปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เพราะในด้านหนึ่ง “การพัฒนากระแสหลัก” ได้ผนวกรวมแนวคิดและวิธีปฏิบัติของ “การพัฒนาทางเลือก” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เช่น เกษตรกรรมทางเลือกหรือเกษตรกรรมยั่งยืนได้รับการบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 6 เป็นต้นมา และหน่วยงานรัฐจำนวนมากได้จัดให้การส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานและกิจกรรมของแต่ละหน่วยงาน ขณะที่อีกด้าน “การพัฒนาทางเลือก” ได้ถูกปรับขยายให้ครอบคลุมแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาพิเศษจำพวกเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งแยกไม่ออกจาก “การพัฒนากระแสหลัก” เพราะเป็นแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาที่ส่งเสริมและดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เส้นแบ่งระหว่างแนวทางการพัฒนาทั้งสองจึงไม่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกต่อไป และพรมแดนระหว่างรัฐ ทุน และสังคมก็มีความปรุพรุนและเลื่อนไหลกว่าที่เข้าใจกันมาก

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การพัฒนาชนบทไทยข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรองอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทยที่ยังไม่มีข้อยุติ เพราะแม้การที่ “การพัฒนากระแสหลัก” เปิดรับแนวคิดและวิธีปฏิบัติของ “การพัฒนาทางเลือก” สามารถนับเป็นผลของการรณรงค์เคลื่อนไหวในระดับนโยบายของ “ภาคประชาชน” หรือ “ภาคประชาสังคม” ทว่าในอีกแง่สภาวการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลของการที่รัฐรวมทั้งทุนพยายามลดแรงกดดันหรือดูดซับแรงต้านโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดและวิธีปฏิบัติของตนในระดับรากฐาน นอกจากนี้ การที่สถาบันการเมืองจารีตซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรัฐไทยได้เสนอแนวคิดและรูปแบบการพัฒนาชนิดพิเศษให้ทั้งข้าราชการและประชาชนนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางทั่วทั้งประเทศก็สามารถนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามธำรงสถานะนำของสถาบันการเมืองจารีตดังกล่าวในปริมณฑลการพัฒนาชนบท

ขณะเดียวกันการที่พรรคการเมืองต่างหันมาแข่งขันกันในเชิงนโยบายก็ส่งผลให้การเมืองของการพัฒนาชนบทมีความเข้มข้นและซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะในด้านหนึ่งนโยบายของพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชนบทเพราะเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก ทว่าในอีกด้านนโยบายเหล่านี้ก็ถูกคิดคำนวณขึ้นบนฐานของความพยายามที่จะมัดใจคนในชนบทเพื่อชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งในหลายกรณีเส้นแบ่งระหว่างวัตถุประสงค์ทั้งสองข้อนี้ไม่สามารถเห็นได้ชัดหรืออาจจะมีความขัดแย้งกันเอง นอกจากนี้ แม้แต่ข้อเสนอของสถาบันหรือองค์กรที่ปวารณาตัวว่า “เป็นกลางทางการเมือง” เช่น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเรื่องการพัฒนาที่ว่านี้ด้วย เพราะนอกจากคณะกรรมการปฏิรูปจะเป็นผลผลิตของการเมืองโดยตรง ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาการเกษตรสามารถนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะบรรเทาความคับข้องใจในชนบทไม่ให้ลุกลามจนเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบอำนาจหลักที่ดำรงอยู่

ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ ถึงแม้แวดวงการศึกษาชนบทไทยร่วมสมัยจะให้ความสำคัญกับการสำรวจพลวัตและความเปลี่ยนแปลงในชนบทซึ่งสั่นคลอนความรู้และความเข้าใจที่อยู่เบื้องหลังทั้ง “การพัฒนากระแสหลัก” และ “การพัฒนาทางเลือก” อย่างแหลมคม ทว่ายังไม่สู้จะให้ความสำคัญกับการสำรวจภูมิทัศน์และการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาชนบทไทยในปัจจุบันมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่แนวทางการพัฒนาที่ต่างกันทั้งสองรวมทั้งการที่หน่วยงาน สถาบัน และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นที่สังกัดรัฐหรือที่อยู่นอกภาครัฐมีความเหลื่อมซ้อนและโยงใยกันมากขึ้นจนยากจะแยกออกจากกันได้ นอกจากนี้ แวดวงการศึกษาชนบทไทยยังไม่สู้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเปลี่ยนแปลงในชนบทไทยโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและสังคมกับบริบทการเมืองร่วมสมัยไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนโยบายพรรคการเมืองหรือว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีชนบทเป็นองค์ประกอบสำคัญ การจัดให้มีการแลกเปลี่ยนและอภิปรายในหัวข้อเกี่ยวกับชนบทและการพัฒนาชนบทดังกล่าวนี้จึงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นช่องทางในการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจในการเผชิญปัญหาชนบทและการพัฒนาชนบทต่อไป