ผ้าห่มกับชีวิตหลังความตาย



ภาพจาก Bùi (2008) p.vi

พรรณราย โอสถาภิรัตน์ แปลจาก “Blankets for the Afterlife” ใน Bùi, Uy Ngọc. 2008. After the Storm. Natural Disasters and Development in Vietnam. MA thesis, Department of Social Anthropology, University of Bergen. pp. 75-77.

….

ตอนที่พ่อและแม่เดินทางมาเยี่ยมฉันที่เมืองบิ่งญ์ ด่าย (Bình Đại) [1] พวกเขาได้ซื้อผ้าห่มและข้าวของอื่นๆ จากโฮจิมินห์ซิตี้มาบริจาคให้กับคนยากจนในพื้นที่ ฉันไม่ได้อยู่ร่วมในการแจกจ่ายของบริจาคเนื่องจากต้องเดินทางไปที่อื่นกับพ่อและแม่ในช่วงนั้นพอดี แต่คุณแห่งญ์ (Hạnh) รับปากว่าเธอจะดูแลเรื่องดังกล่าวให้ เมื่อฉันกลับมาถึงบิ่งญ์ ด่าย ได้มีการแจกจ่ายผ้าห่มไปเรียบร้อยแล้ว คุณแห่งญ์บอกว่าผู้คนต่างซาบซึ้งในความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของพ่อและแม่เป็นอย่างยิ่ง และขอให้ฉันนำคำขอบคุณจากพวกเขาไปบอกกล่าวให้พ่อและแม่ได้ทราบด้วย

ในระหว่างการสำรวจครัวเรือนยากจนครั้งหนึ่ง ฉันได้พบกับชายชราผู้หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ผู้เดียวในเพิงพักเล็กๆ เขาดูอ่อนแรงตามวัยและเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างช้า แต่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยร้ายแรง เขาเดินออกมาจากบ้านของเพื่อนบ้าน หลังจากที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่ที่นั่น เขาก้าวไปตามท่อนไม้ที่พาดข้ามลำธารเล็กๆ กลับสู่เรือนไม้ไผ่หลังน้อยของเขา แล้วก็นั่งลงบนเตียงตอนที่ฉันกำลังจะถ่ายรูปเขา

เพิงพักของเขาเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ประกอบไปด้วยเครื่องเรือนพื้นๆ และเตียงพร้อมมุ้งกันยุง ตั้งอยู่บนพื้นเปื้อนฝุ่น โชคดีเป็นอย่างยิ่งที่เพิงพักของเขามีขนาดเล็กจนสามารถเล็ดรอดจากแรงพายุมาได้ เขาอยู่ในเรือนหลังนี้ตัวคนเดียวตอนที่พายุ [2] พัดเข้ามา เพื่อนบ้านต้องวิ่งข้ามลำธารมาพาเขาออกไปเพื่อให้แน่ใจว่าเขาปลอดภัยดี เนื่องจากไม่มีลูกหลานคอยดูแลเขา เพื่อนบ้านจึงพยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

คุณแห่งญ์บอกชายชราว่าพ่อแม่ของฉันเป็นคนมอบผ้าห่มให้กับเขา เขายิ้มและค้อมศีรษะรับโดยมิได้เอ่ยคำใดๆ เมื่อเราจากมา ฉันเกิดสงสัยว่าผ้าห่มอยู่ที่ไหนเพราะไม่เห็นว่ามีผ้าห่มผืนใหม่อยู่บนเตียง จึงถามคุณแห่งญ์ว่าผ้าห่มไปอยู่เสียที่ไหน คุณแห่งญ์ตอบว่า “อ้อ เขาเก็บรักษามันเอาไว้” ฉันถามกลับด้วยความประหลาดใจ “รักษาเอาไว้ทำอะไร?” คุณแห่งญ์จึงตอบว่า “สำหรับพิธีฝังศพของเขา” สำหรับชายชราแล้ว ผ้าห่มผืนใหม่ดูดีเกินกว่าจะทำลายมันด้วยการใช้งานใน “ชีวิตประจำวัน” เขาจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้เพื่อฝังไปพร้อมกับร่างของตน ตัวอย่างจากกรณีนี้บอกเราเกี่ยวกับชีวิตที่เรียบง่ายแต่ตรากตรำของคนยากจนในชนบท ทั้งยังบอกเราถึงมุมมองเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของพวกเขาด้วย

ตามธรรมเนียมเวียดนาม ชีวิตหลังความตายมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณไม่เพียงแค่ต้องจัดพิธีอย่างเหมาะสมและตกแต่งโลงศพอย่างดี แต่คุณยังต้องนำเอาข้าวของเครื่องใช้ติดตัวไปพร้อมกับการเดินทาง “ลงสู่เบื้องล่าง” ตามคำเรียกขานของชาวเวียดนาม พิธีศพจะจบลงด้วยการเผาหรือฝังภายในเวลาไม่กี่วันนับจากที่บุคคลหนึ่งๆ เสียชีวิต ในการฝังศพ จะมีการเผาหุ่นจำลองรถ โทรศัพท์มือถือ บ้าน และสินค้าหรูหราอื่นๆ เพื่อให้ผู้วายชนม์ได้มีชีวิตหลังความตายที่สมบูรณ์พูนสุข ในพิธีเหล่านี้ยังมีการเผาธนบัตรดอลลาร์ปลอมซึ่งหน้าตาเหมือนธนบัตรจริงอย่างเหลือเชื่อ เพื่อให้ผู้ตายได้นำติดตัวไปใช้ด้วย สำหรับคนที่อาจต้องต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิตที่ยากลำบากเมื่อครั้งมีชีวิต ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะต้องมีความสุขเมื่อถึงจุดจบของชีวิต

เรื่องราวของการเก็บรักษาผ้าห่มด้วยเหตุผลที่อาจจะฟังดูแปลกๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ยากจนที่สุด พวกเขาก็มีทางเลือก เขาสามารถเลือกที่จะไม่ใช้ผ้าห่ม และพวกเขามีอิสระที่จะเลือกเช่นนั้น แม้คนอื่นๆ หรือองค์กรต่างๆ จะมีความตั้งใจที่ดีที่สุดที่จะช่วยเหลือคนยากจน แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับว่าจะยอมรับความช่วยเหลือนั้นหรือไม่ และหากเขาจะรับ เขาก็สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำอะไรกับความช่วยเหลือที่ได้รับมา บางคนอาจนำของบริจาคไปขายเพื่อนำเงินมาซื้ออาหารดีๆ กิน บางคนก็ปฏิเสธไม่รับผ้าห่มเพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยทั่วไปเรามักมองความช่วยเหลือเป็นเส้นทางเดียว แต่ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป กรณีเช่นนี้นำไปสู่หัวข้อที่ได้รับการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในทางมานุษยวิทยา ได้แก่ประเด็นเกี่ยวกับการต่อต้านจากชุมชน (ต่อการให้ความช่วยเหลือ-เยียวยาหลังภัยพิบัติ)


[1] ในจังหวัด เบ๋น แจ (Bến Tre) ทางตอนใต้ของเวียดนาม

[2] พายุไต้ฝุ่น “ทุเรียน” ซึ่งพัดเข้าฝั่งเวียดนามเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2006