ประเด็นวิจัยในโครงการวิจัย-ชาติพันธุ์นิพนธ์ “คนกับภัยพิบัติ”







คน ชุมชน สายน้ำ

สุดแดน วิสุทธิลักษณ์

ความสัมพันธ์ของคน ชุมชนและสายน้ำ ในที่ราบภาคกลางของประเทศ ได้รับการอธิบายว่ามีความสอดคล้อง กลมกลืนกันมาแต่เดิมเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของที่ราบลุ่มภาคกลางมีระดับน้ำสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณสองเมตร โดยมีเครือข่ายของลำคลองและแม่น้ำสายใหญ่เชื่อมต่อกัน โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุด รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของชุมชนสามารถปรับสภาพการใช้ชีวิตได้อย่างสอดคล้อง เหมาะสมกับวิถีธรรมชาติทั้งในฤดูแล้งและฤดูมรสุม ชุมชนหลายแห่งเรียกได้ว่าเป็นชุมชน “สะเทินน้ำ สะเทินบก” ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงในฤดูน้ำหลากเป็นประจำทุกปีและ “สัญชาตญานนี้ไม่เคยพลาด” (สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา 2529)

พ.ศ. 2554 จังหวัดปทุมธานี ได้รับผลกระทบโดยตรงจากอุทกภัย และได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน นอกจากพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตแล้ว ชุมชนชาวมอญในเขตอำเภอสามโคก ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาตั้งแต่สมัยอยุธยาก็ได้รับผลอย่างมากจากภัยพิบัติครั้งนี้

การวิจัยภาคสนามในโครงการนี้ เป็นการศึกษาวิจัยทางมานุษยวิทยา เพื่อที่จะทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของคน ชุมชนและสายน้ำ ว่ามีพลวัตอย่างไรเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ และฉับพลัน ระหว่างวิถีชีวิตของชุมชนกับสถานการณ์สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงจากประสบการณ์และ “สัญชาติญาณ” เดิม โดยมีกรอบการเก็บข้อมูลและเขียนงานชาติพันธุ์นิพนธ์ (ethnography) ในสามประเด็นคือ วิถีชีวิต “ปกติ” ของชุมชน การเตรียมการเพื่อรับ/ต่อสู้ กับ “ภัยคุกคามทางธรรมชาติ” และ การหนี/เอาตัวรอด เมื่อประสบภัยพิบัติ


คนรับน้ำ: ปัญหาความเป็นธรรมและการปรับตัว/ต่อรองของชาวสามโคก
กรณีอุทกภัย พ.ศ. 2554

ดร. อนุสรณ์ อุณโณ

อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นอีกพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งชะลอและรับน้ำให้กับกรุงเทพมหานครในอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากอำเภอสามโคกเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ “น้อยกว่า” กรุงเทพมหานคร ชาวอำเภอสามโคกซึ่งตั้งถิ่นฐานสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจึงต้อง “เสียสละ” แบกรับภาระให้กับศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ กิจวัตรและการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเขาต้องเปลี่ยนไป การเดินทางไปไหนมาไหนยากลำบากขึ้น เด็กนักเรียนจำนวนมากต้องขาดเรียน คนหาเช้ากินค่ำขาดรายได้ บ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย ขณะที่การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐ กลุ่ม และองค์กรต่างๆ ก็ไม่สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึงหรือพอเพียง ชาวสามโคกบางคนตัดพ้อว่าเหตุใดรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่พวกเขาลงคะแนนเลือกอย่าง “ยกจังหวัด” จึงเลือกปกป้องกรุงเทพฯ อย่างแข็งขันทั้งที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย แต่ยังจ้องจับผิดการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ปัญหาน้ำท่วม ชนิดไม่วางตา ชาวสามโคกจึงไม่เพียงต้องปรับตัวกับปัญหาที่เกิดจากอุทกภัย แต่ยังต้องขบคิดว่าจะยังรักษาความเชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาลที่พวกเขาเลือกเข้ามาได้อย่างไรอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่สำคัญกว่าคือการแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างที่เกิดขึ้น เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมกับ “คนรับน้ำ” เช่น ชาวอำเภอสามโคก เหตุใดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณชั้นใน จึงถูกน้ำท่วมไม่ได้ ขณะที่จังหวัดข้างเคียงต้องถูกน้ำท่วมขังเป็นแรมเดือน ได้รับแค่ “การช่วยเหลือเยียวยา” และโวหารทำนอง “คนไทยไม่ทิ้งกัน” เป็นของปลอบใจ แต่หากชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของพวกเขา นี่กลับกลายเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว ส่วนสื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์ ซึ่งดูเหมือนจะมุ่งเน้นการปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม (ตื่นเต้น สงสาร เห็นอกเห็นใจ) และแสดงคุณูปการของพวกตน มากกว่าจะชี้ให้เห็นว่า “คนรับน้ำ” เหล่านี้ปรับตัวต่อปัญหาและเจรจาต่อรองกับหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไร และปัญหาอุทกภัยครั้งนี้แสดงให้เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างไร

โครงการวิจัย “คนรับน้ำ: ปัญหาความเป็นธรรมและการปรับตัว/ต่อรองของชาวสามโคกกรณีอุทกภัย พ.ศ. 2554” ต้องการสำรวจว่าปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อชาวอำเภอสามโคกอย่างไร พวกเขาปรับตัวต่อปัญหาและเจรจาต่อรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองท้องถิ่นและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พวกเขาเลือกมาอย่างไร ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาในพรรคการเมืองและรัฐบาลที่พวกเขาเลือกมาหรือไม่ อย่างไร ขณะเดียวกันก็สำรวจว่าชาวอำเภอสามโคกรับรู้ เข้าใจ และอธิบายปัญหาอุทกภัยอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นความไม่เป็นธรรมที่ปรากฏเป็นรูปธรรมผ่านการแก้ปัญหาอุทกภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


เมือง-การผลิต และชีวิตอุตสาหกรรม

ดร.สายพิณ ศุพุทธมงคล

นิคมอุตสาหกรรมนวนครเป็นนิคมอุตสาหกรรมเอกชนแห่งแรกของไทย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงงาน 175 แห่ง มีผู้คนทำงานและอยู่อาศัยราว 150,000 ถึง 200,000 คน ทำให้ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงประสบความเสียหายเชิงเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่มีผู้คนที่ชีวิตประจำวัน บ้านเรือน อาชีพการทำงาน ต้องได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก น่าสนใจว่าแม้ “นิคมอุตสาหกรรม” จะเป็นส่วนหนึ่งของภาคการผลิตของสังคมไทยมากว่าสี่ทศวรรษ แต่ดูเหมือนสังคมไทยจะรู้จักวิถีและจังหวะชีวิตของเมืองอุตสาหกรรม และผู้คนในเมืองเหล่านี้น้อยมาก โครงการ “เมือง-การผลิต และชีวิตอุตสาหกรรม” ศึกษาการเกิดขึ้น พัฒนาการของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ในฐานะหนึ่งในกลไกการผลิตของระบบอุตสาหกรรม ที่ไม่เพียงสำคัญต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ชาวจังหวัดปทุมธานี แต่รวมถึงสังคมไทยโดยรวม โดยเริ่มต้นจากการสำรวจและจำแนกประเภทโรงงานและผลผลิตอุตสาหกรรมที่ผลิตในพื้นที่นี้ สำรวจและจำแนกผู้คนที่ทำงานและอยู่อาศัยในนิคมเพื่อทราบความหลากหลายของกลุ่มคน ภาวะความเป็นอยู่ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังน้ำท่วมใหญ่ คาดว่าผลการศึกษาซึ่งจะทำให้เห็นภาพชีวิตประจำวัน (ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม) ที่เคยดำเนินไปในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ จะช่วยให้เห็นภาพความเสียหายและความสูญเสียอันเกิดจากน้ำท่วมใหญ่อย่างครอบคลุมมิติต่างๆ ครบถ้วนขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการหามาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบของภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


ผู้คน บ้านเรือน และน้ำท่วม

พรรณราย โอสถาภิรัตน์

การอ้างอิงถึงผลกระทบจากภัยพิบัติที่ชัดเจน เข้าถึงได้ง่ายที่สุด มักจะเป็นการกล่าวถึงความเสียหายทางวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรของสังคม หรือภาวะขาดแคลนข้าวของเครื่องใช้ หรือสิ่งของต่างๆ ในห้วงเวลาของภัยพิบัติ (Oliver-Smith 1996: 311) ซึ่งนอกจากจะนำไปสู่การประเมินผลกระทบของภัยพิบัติในเชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นภาพตัวแทนที่มักถูกฉวยใช้เพื่อเน้นย้ำถึงความสูญเสียแบบผิวเผิน เช่นที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ (Nygaard-Christensen 2011: 9-10) อย่างไรก็ดี แนวการศึกษาวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ (material culture) ซึ่งสนใจความสัมพันธ์ระหว่างคนกับวัตถุ/สิ่งที่มีรูปร่างจับต้องได้ ในแง่ที่ต่างมีความเป็นผู้กระทำ (agency) และส่งผลกำหนดซึ่งกันและกัน (co-constitutive) จะช่วยให้เราสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลสืบเนื่องของอุทกภัยไม่จำกัดเฉพาะเพียงผลกระทบเชิงวัตถุในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการทำความรู้จักกับชีวิตและประสบการณ์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบผ่านความสัมพันธ์ที่เขาเหล่านั้นมีต่อน้ำท่วมในมิติที่มีรูปตัวตนจับต้องได้ (“materiality of water,” Orlove and Caton 2010: 403) และต่อโลกทางวัตถุรอบๆ ตัวเขา

การวิจัยภาคสนามในโครงการนี้ จะเป็นการวิจัยเปรียบเทียบประสบการณ์การจัดการกับที่อยู่อาศัยและข้าวของเครื่องใช้ของครัวเรือนผู้ประสบภัยในอำเภอสามโคกกับผู้พักอาศัยในเขตนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งโดยลักษณะพื้นฐานทางประชากรศาสตร์ อาจสามารถแบ่งเป็นกลุ่มผู้อยู่อาศัยถาวร กับ ผู้ใช้แรงงานจากต่างจังหวัด การวิจัยเปรียบเทียบจะช่วยให้เห็นเงื่อนไขที่แตกต่างกันของผู้ที่เลือกจะอาศัยอยู่กับน้ำและผู้ตัดสินใจย้ายหนีน้ำ ตลอดจนแนวทางหลากหลายที่ผู้ประสบภัยใช้ประเมินและจัดการกับความสูญเสีย ซึ่งไม่ได้หมดสิ้นไปทันทีพร้อมกับการทำความสะอาดเมื่อน้ำลด (F. Hastrup 2010: 102) แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการกลับคืนสู่ชีวิต “ปกติ” อีกด้วย

Hastrup, Frida. 2010. “Materializations of Disaster: Recovering Lost Plots in a Tsunami-Affected Village in South India.” in An Anthropology of Absence: Materializations of Transcendence and Loss. Mikkel Bille, Frida Hastrup & Tim Flohr Sørensen, eds. pp. 99-113. New York: Springer Publishing Company.

Nygaard-Christensen, Maj. 2011. “Building from Scratch: The aesthetics of post-disaster reconstruction.” Anthropology Today 27(6): 8-10. accessed December 9, 2011. doi: 10.1111/j.1467-8322.2011.00836.x

Oliver-Smith, Anthony. 1996. “Anthropological Research on Hazards and Disasters.” Annual Review of Anthropology 25: 303-328. accessed September 12, 2011. doi: 10.1146/annurev.anthro.25.1.303

Orlove, Ben and Steven C. Caton. 2010. “Water Sustainability: Anthropological Approaches and Prospects.” Annual Review of Anthropology 39: 401-415. accessed December 24, 2011. doi: 10.1146/annurev.anthro.012809.105045