การสำรวจวัฒนธรรมโบราณบนลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 ด้วยเทคโนโลยีสื่อระยะไกล (Remote Sensing)

podjanok-at-euraseaa-14


อ่านงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ได้ด้านล่าง


อ่านบทคัดย่อ ของบทความ “Tracing Post-Dvaravati Culture from Space: applying remote sensing techniques in west-central Thailand” โดย ผศ.ดร.พจนก กาญจนจันทร นำเสนอในการประชุมวิชาการนานาชาติ the 14th International Conference of the European Association of Southeast Asian Archaeologists (EurASEAA) วันที่ 18-21 กันยายน 2555 ณ กรุงดับลิน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ได้ ที่นี่

พจนก กาญจนจันทร || สุภมาศ ดวงสกุล || ราพึง สิมกิ่ง || บุษบา อ่วมเกษม


งานวิจัยชิ้นนี้ เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาโบราณคดีในระดับภูมิภาค โดยความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน): GISTDA สำนักโบราณคดีที่ 2 สุพรรณบุรี และคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ปัจจุบันนี้ มีการนำเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการสำรวจพื้นที่ต้องการศึกษา เพื่อช่วยค้นหาแหล่งโบราณคดี หรือค้นหาร่องรอยและหลักฐานต่างๆก่อนที่นักโบราณคดีจะทาการสารวจภาคพื้นดิน เทคนิคที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เช่น เทคนิคการแปลภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial Photograph Interpretation) การสำรวจด้วยธรณีฟิสิกส์ (Geophysical Survey) การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographical Information System, GIS) และเทคโนโลยีการสำรวจจากระยะไกล (Remote Sensing) ซึ่งก็คือการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมนั่นเอง

งานศึกษาทางโบราณคดีหลายๆแห่งทั่วโลกได้มีการนำเทคโนโลยีสื่อสารระยะไกลมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศึกษาวิจัยที่ครอบคลุมพื้นที่โดยกว้าง หรือพื้นที่ที่ยากต่อการสารวจภาคพื้นดินด้วยเทคโนโลยีอวกาศที่ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับนี้เอง ที่ช่วยให้มีนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีมองเห็นร่องรอยต่างๆ ที่อยู่ใต้พื้นผิวโลกอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สาคัญๆ มากมาย อาทิเช่น การค้นพบเมืองโบราณ Uber บนคาบสมุทรอาระเบียที่สาบสูญไป อีกทั้งการค้นพบว่าทะเลทรายซาฮาร่าในอดีตเคยนั้นเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ และภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองนครวัด ที่แสดงขอบเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลอันประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆมากมาย ที่แม้ว่าจะอยู่ ณ สถานที่จริงก็ไม่อาจสังเกตเห็นได้ เพราะพื้นที่โดยรอบนั นถูกปกคลุมไปด้วยป่ารกทึบ นอกจากนี ยังมีการนำเทคโนโลยีอวกาศนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาโบราณคดีใต้นาเพื่อค้นหาแหล่งเรือจมหรือแหล่งอารยธรรมที่อยู่ใต้ท้องทะเล และยังนำไปใช้ในการค้นหาฟอสซิลดึกดาบรรพ์ในผืนทะเลทรายอีกด้วย

….

การศึกษาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ในภาคกลางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสมัยทวารวดีลงมา คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 ลงมานั้น ความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันยังเป็นเพียงกว้างๆ เท่านั้น สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความสนใจจะมุ่งไปทางฝั่งตะวันออก คือลุ่มแม่นาลพบุรี-ป่าสักเสียส่วนมาก เพราะเป็นพื้นที่ที่ปรากฏหลักฐานที่มีความต่อเนื่องที่หลากหลายและค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ตามเมืองโบราณบนลุ่มแม่กลอง-ท่าจีนที่ถูกกล่าวถึงในจารึกของเขมรนั้นก็น่าจะบ่งบอกถึงระดับความสาคัญที่กษัตริย์เขมรไม่อาจมองข้ามได้ เพราะในภูมิภาคแถบนี เคยเป็นแหล่งอารยธรรมที่รุ่งเรืองมากในสมัยทวารวดี ที่มีพัฒนาการต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดีจากการค้าทางไกล และจากทรัพยากรแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์ จนอาจกล่าวได้ว่าภาคตะวันตกในสมัยทวารวดีนั้นมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งเมื่อเทียบกับชุมชนร่วมสมัยในภูมิภาคอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทว่าองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองแถบนี้ ภายหลังยุครุ่งเรืองของสมัยทวารวดียังคงคลุมเครืออยู่มาก จนดูเหมือนการอยู่อาศัยของชุมชนโบราณในพื้นที่นี จะขาดช่วงไป ซึ่งบางครั้งก็มีคำอธิบายว่าอาจจะเกิดจากโรคระบาดที่ทาให้ผู้คนต้องอพยพออกไปจากถิ่นฐานเดิม หรือไม่ก็เพราะเกิดศึกสงครามจนต้องละทิ้งบ้านเรือนไป อีกทั้งความสัมพันธ์กับกลุ่มวัฒนธรรมที่กำลังเรืองอานาจสุดขีดในช่วงเวลานั้นซึ่งก็คืออาณาจักรเขมรก็ไม่ค่อยชัดเจนว่าเป็นไปในรูปแบบใด แต่หลักฐานทางโบราณคดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ก็กลับมาชัดเจนขึ้นด้วยการพบสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรแบบบายนอย่างชัดเจน

การศึกษาค้นคว้าในช่วงรอยต่อของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีนั้นมีความน่าสนใจเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะได้พบหลักฐานที่นักโบราณคดีจะต้องนามาใช้อธิบายกระบวนการที่ก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม การศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีในประเด็นความสัมพันธ์ของอาณาจักรเขมรกับชุมชนในแถบภาคตะวันตกนั้นมีความสาคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นช่วงรอยต่อของการทาความเข้าใจพัฒนาการของบ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 คือสุโขทัยและอยุธยา อย่างไรก็ตามหลักฐานในภาคตะวันตกภายหลังพุทธศตวรรษที่ 16-17 นั้นไม่ค่อยชัดเจน แต่พอถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ที่พบโบราณสถานและประติมากรรมมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากวัฒนธรรมเดิม ซึ่งในภาพรวมแล้วหลักฐานข้อมูลในปัจจุบันยังไม่ค่อยมีความเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อกันเท่าไรนัก อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่จะยังมีซากเมืองโบราณ ที่เป็นซากอาคารที่ฝังอยู่ใต้ผิวดิน หรือเป็นร่องรอยของเส้นทางโบราณที่เชื่อมระหว่างเมือง หรือแม้แต่ร่องรอยกิจกรรมต่างๆของชุมชนโบราณก็เป็นได้ การศึกษาชินนี จะใช้เทคนิคสื่อระยะไกล และสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการค้นหาหลักฐานที่อยู่ในชั้นใต้ดิน ซึ่งอาจจะทาให้เห็นภาพเมืองโบราณในแถบนี ที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารโบราณได้ชัดเจนมากขึ้น

การศึกษาชิ้นนี มีสมมติฐานในเรื่องความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-สังคมของภาคตะวันตกของไทยกับอาณาจักรเขมรโบราณที่น่าจะมีมากกว่าการรับอิทธิพลทางด้านศิลปวัฒนธรรม กล่าวคือน่าจะมีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ส่วนรูปแบบและระยะเวลาของการแผ่อิทธิพลจะยาวนานเท่าใดนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การสืบค้นหลักฐานเพิ่มเติมจะช่วยให้เข้าใจถึงพัฒนาการทางสังคมของบ้านเมืองในพื้นที่ภาคกลาง และเข้าใจถึงความสัมพันธ์กับบ้านเมืองอื่นในช่วงเวลาที่บ้านเมืองน้อยใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กาลังแข่งขันกันทางการเมืองอย่างเข้มข้น และอาจทาให้เข้าใจด้วยว่าเพราะเหตุใดอาณาจักรเขมรจึงได้แผ่อิทธิพลมายังฝั่งตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 18
การศึกษาในครั้งนี ได้กำหนดพื้นที่ศึกษาในภาคกลางของประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งตะวันตก โดยเริ่มจากพื้นที่รอบๆ บริเวณที่ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าเป็นสถานที่ที่กล่าวถึงในจารึกโบราณของเขมร คือโบราณสถานบริเวณสระนาโกสินารายณ์ (จ.ราชบุรี) โบราณสถานเนินทางพระ (จ.สุพรรณบุรี) ปราสาทเมืองสิงห์ (จ.กาญจนบุรี) และ ปราสาทขอมที่วัดกำแพงแลง (จ.เพชรบุรี) และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีการค้นพบหลักฐานโบราณคดีที่ร่วมสมัยกับพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้วขยายขอบเขตของพื้นที่สำรวจศึกษาไปยังบริเวณรอบๆ และไปยังพื้นที่ที่อาจพบหลักฐานความเชื่อมโยงกับบ้านเมืองในทิศตะวันออกด้วย ส่วนขอบเขตการศึกษาในเรื่องของช่วงเวลา งานศึกษานี เน้นการศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองที่ใกล้เคียงโดยรอบ ที่มีอายุสมัยอยู่ในช่วงเดียวกันด้วย


Download (PDF, 11.94MB)